เกษตร » กระชาย วิธีการปลูกการเตรียมเหง้าพันธุ์และการเก็บเกี่ยว – ข่าวเกษตร

กระชาย วิธีการปลูกการเตรียมเหง้าพันธุ์และการเก็บเกี่ยว – ข่าวเกษตร

11 มิถุนายน 2017
11578   0

“กระชาย” หรือกระชายแกงหรือกระชายเหลือง มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย เป็นพืชล้มลุกปลูกเป็นพืชผักสวนครัว นำมาประกอบอาหารอยู่คู่สวนครัวของคนไทยมาแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว ปัจจุบันมีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป นิยมนำกระชายมาเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงและอาหารไทยหลายชนิด และที่สำคัญกระชายนับเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากชนิดหนึ่ง เพราะมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง
ลักษณะทั่วไป : กระชายเป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า เหง้า เป็นเหง้าสั้น รากเกิดที่บริเวณโคนเหง้าเป็นกระจุก รากมีลักษณะอ้วนกลมค่อนข้างยาว ปลายเรียวแหลม ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในมีลักษณะอวบน้ำและมีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นกาบใบที่หุ้มซ้อนทับเรียงกันเป็นชั้นๆ และสูงประมาณ 80 เซนติเมตร สีแดงเรื่อๆ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปร่างรี ปลายแหลม ออกดอกเป็นช่อสีขาวหรือขาวอมชมพูที่ยอด (แทรกอยู่ระหว่างกาบใบบนสุดกลางต้น) ช่อดอกมีใบประดับเรียงทแยงกัน กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบแยกเป็น 3 แฉก ดอกจะบานทีละดอก มีลักษณะเป็นถุง ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก ส่วนที่นำมาใช้บริโภคคือ ส่วนของรากและเหง้า ซึ่งมีรสเผ็ดและออกขมเล็กน้อย
การขยายพันธุ์ การชายขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนหัวใต้ดินหรือที่เรียกว่าเหง้า เหง้าที่นำไปปลูกควรมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป และต้องมีรากอยู่ 2-3 ราก/เหง้า


การปลูก :  ฤดูที่ควรปลูก คือ ฤดูแล้งหรือต้นฤดูฝน
-สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กระชายเป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ไม่ชอบดินเหนียวหรือดินทรายเกินไป มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบดินแฉะมีน้ำขัง ขึ้นได้ดีทั้งในที่โล่งแจ้งและในที่ร่มรำไรใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่ชอบแดดจัด ชอบสภาพอากาศแบบร้อนชื้น
-การเตรียมดินปลูก ขุดหรือไถพลิกดินให้ร่วนโปร่ง แล้วตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน จากนั้นจึงยกร่องเพื่อช่วยในการระบายน้ำ โดยยกร่องปลูกให้กว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวตามสมควร แล้วจึงขุดหลุมปลูกและใส่ปุ๋ยคอกในหลุม คลุกเคล้าปุ๋ยคอกให้เข้ากับดิน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่
-การเตรียมเหง้าพันธุ์ เหง้าพันธุ์ที่นำมาปลูกต้องมีอายุ 7-9 เดือนมีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย การหั่นแบ่งหัวพันธุ์ของเหง้าควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตา หรือ 3-5 แง่ง ก่อนปลูกควรกำจัดเชื้อราด้วยการแช่ท่อนพันธุ์ด้วยยาป้องกันเชื้อราและยาฆ่าเพลี้ย โดยแช่นานประมาณ 30 นาที
-วิธีการปลูก นำเหง้ากระชายที่เตรียมไว้มาแบ่งส่วนและตัดแต่งรากให้เหลือไว้เพียง 2-3 ราก วางท่อนพันธุ์ในหลุมแล้วกลบดินหนาประมาณ 5 เซนติเมตร คลุมแปลงด้วยฟางหรือหญ้าคาแห้ง เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันการงอกของวัชพืช โดยใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 30*30 เซนติเมตร จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม กระชายจะใช้เวลาในการงอกประมาณ 30-70 วันหลังปลูกการดูแลรักษา
-การให้น้ำ ในช่วงหน้าฝน หากมีฝนตกทุกวันก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ในหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วงควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง และเมื่อกระชายแตกยอดแล้วควรให้น้ำในช่วงเย็น เพราะการให้น้ำในเวลาเช้าหรือกลางวันอาจทำให้ใบไหม้ได้
-การใส่ปุ๋ย เมื่อกระชายอายุ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อรากเริ่มสะสมอาหารหรืออายุประมาณ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่
-การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาด โดยหลังจากกระชายงอกยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ควรรีบทำการกำจัดวัชพืชและพรวนดินรอบโคน
โรคและแมลงศัตรู : ปกติกระชายไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวนส่วนโรคที่พบบ้างคือโรคเน่า ซึ่งจะระบาดในดินที่เป็นกรด ดินทราย และดินที่มีการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในปริมาณมาก วิธีการป้องกัน ได้แก่ ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหลายๆปี ไม่นำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคมาปลูก ควรปรับปรุงดินด้วยการใส่ปูนขาว และก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อรา เป็นต้น
ส่วนแมลงที่พบ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน ตั๊กแตน หนอนผีเสื้อกลางคืน เป็นต้น
การเก็บเกี่ยว : กระชายจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือน หรือ สังเกตจากใบและลำต้นจะมีลักษณะสีเหลือง และจะยุบตัวลง ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยว การใช้มือถอนหรือจอบขุดก็ได้ แต่ควรทำในขณะที่ดินมีความชื้น หากดินแห้งควรรดน้ำก่อน เพื่อลดความเสียหายในขณะเก็บเกี่ยว โดยจะขุดขึ้นมาทั้งเหง้าและราก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด ตัดรากออกจากเหง้า ผึ่งลมให้แห้งแล้วคัดแยกขนาดบรรจุถุงส่งจำหน่ายตลาด
สรรพคุณทางยา : รากและเหง้าใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้โรคกระเพาะ แก้ลำไส้ใหญ่อักเสบ ช่วยขับลม เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ใจสั่น บำรุงกำหนัด ขับระดู ขับปัสสาวะ ลำน้ำตาลในเลือด เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร แก้ไอ แก้แผลในปาก แก้โรคในปาก แก้โลหิตเป็นพิษ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้กระษัย เจ็บปวดบั้นเอว เป็นต้น
รสทางยา : รสเผ็ดร้อน ขม กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
กระชาย มีชื่ออื่นๆ เช่น กระชายเหลือง กระชายแกง ว่านพระอาทิตย์ กระแวน ขิงทราย กระแอน ระแอน เป็นต้น