เกษตร » กระเจี๊ยบแดง วิธีการปลูกการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ขายได้ราคา – ข่าวเกษตร

กระเจี๊ยบแดง วิธีการปลูกการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ขายได้ราคา – ข่าวเกษตร

10 มิถุนายน 2017
10635   0

“กระเจี๊ยบแดง” เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่การราชการส่งเสริมให้ประชาชนปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีประโยชน์มากทั้งในด้านการใช้เป็นอาหารและเป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะส่วนของกลีบเลี้ยงจะมีสารชื่อ Anthocyanin จึงทำให้มีสีม่วงแดงและยังมีกรดอินทรีย์หลายชนิดจึงทำให้กระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยวนอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุและสารอื่นๆอีกจำนวนมากในปริมาณสูงกระเจี๊ยบแดงมีชื่ออื่นๆเรียกกัน เช่น กระเจี๊ยบ หรือ กระเจี๊ยบเปรี้ยวลักษณะทั่วไป:กระเจี๊ยบแดงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กล้มลุกสูง1-2เมตรลำต้นและกิ่งก้านมีสีแดงอมม่วงและมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมใบมีหลายลักษณะออกสลับกันใบมักแยกเป็นแฉกเว้าลึก3แฉกปลายใบแหลม มีขนหูใบยาวแคบมีก้านใบยาว5เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามซอกใบ ดอกสีเหลืองอ่อนหรือสีชมพูอ่อนโคนกลีบดอกมีสีแดงมี8-12กลีบผลเป็นรูปรีปลายแหลมมีจงอยสั้นๆมีขนหยาบสีเหลืองคลุมหุ้มไว้ด้วยกลีบเลี้ยงและริ้วประดับซึ่งมีลักษณะอวบน้ำสีแดงเนื้อหนาหักง่ายซึ่งเป็นส่วนที่นำมารับประทานเมล็ดมีจำนวนมากสีดำรูปไตสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชไวต่อแสงเป็นพืชวันสั้นขึ้นได้ในดินทุกชนิดสามารถปลูกได้ทั่วไปชอบอากาศร้อนหรือค่อนข้างร้อน อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ18-25องศาเซลเซียส กระเจี๊ยบแดงต้องการน้ำในช่วง 1เดือนแรกเท่านั้นหลังจากนั้นจะทนความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ไม่ชอบสภาพน้ำขังแฉะพันธุ์และการขยายพันธุ์ : กระเจี๊ยบแดงมีหลายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์ซูดานหรือพันธุ์เกษตร มีลักษณะกลีบเลี้ยงหนามีสีแดงเข้มจนถึงม่วงอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ5เดือนทนแล้งได้ดีการปลูก:การปลูกกระเจี๊ยบแดงเริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝนคือปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะค่อยๆออกดอกในระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนแล้วเก็บผลที่แก่จัดไปได้เรื่อยๆจนถึงกลาเดือนธันวาคมวิธีการปลูก: โดยเตรียมดินและพรวนดินให้ร่วนเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่ทั่วไป ปลูกโดยวิธีหยอดเมล็ดในหลุมหรือเปิดร่องเล็กๆแล้วหยอดเมล็ดหลุมละ4-5เมล็ดโดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 80 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวห่าง 120-150 เซนติเมตรแล้วกลบดินเล็กน้อย หลังจากกระเจี๊ยบแดงงอกแล้วอายุประมาณ3-4สัปดาห์ให้เลือกถอนต้นอ่อนที่ไม่แข็งแรงออกให้เหลือไว้หลุมละ2-3 ต้นเพื่อไม่ให้แน่นมากไปวิธีการปลูกกระเจี๊ยบอาจจะใช้วิธีหว่านก็ได้ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วแต่การเจริญเติบโตจะไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นระเบียบ และยากต่อการดูแลจัดการต่างๆการดูแลรักษา: กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่ต้องดูแลรักษามาก โดยให้น้ำสม่ำเสมอในช่วง 1-2 เดือนแรก และให้น้ำบ้างเมื่อฝนทิ้งช่วงประมาณสัปดาห์ละ 1ครั้งควรกำจัดวัชพืชประมาณ 2-3 ครั้ง พร้อมการถอนแยก เมื่อต้นกระเจี๊ยบแดงมีอายุ 1เดือนและ 2เดือนควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15อัตรา 50กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2ครั้งหลังกำจัดวัชพืชเมื่อดินมีความชื้นโรคที่สำคัญได้แก่ โรคใบจุด โรคฝักจุดหรือฝักลายโรคแอนแทรคโนสการป้องกันกำจัดให้ใช้บาซิลลัสพ่นในอัตรา 30-50กรัมต่อน้ำ 20ลิตรแมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้ายเพลี้ยไฟเพลี้ยอ่อนเพลี้ยจักจั่นฝ้าย การป้องกันกำจัดใช้เชื้อBT ในอัตรา60-80กรัมต่อน้ำ 20ลิตรหรือใช้สารธรรมชาติเช่นเมล็ดสะเดาพ่นในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรและอาจปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช เช่นแมลงช้างปีกใส ด้วงเต่าตัวห้ำเป็นต้นการเก็บเกี่ยว:ระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวคือเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมการเก็บเกี่ยวกระเจี๊ยบแดงทำได้ 2 วิธีดังนี้-เก็บเกี่ยวเฉพาะดอกกระเจี๊ยบแดงที่แก่โดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดเฉพาะดอกที่แก่ แล้วใส่ในภาชนะที่มีวัสดุรอง เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกช้ำ และจึงขนย้ายออกจากแปลง-เก็บเกี่ยวทั้งต้นโดยใช้เคียวเกี่ยวกิ่งที่มีดอกบริเวณโคนกิ่งและนำมาปลิดผลทีหลัง วิธีนี้จะเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว แต่ดอกอาจหลุดร่วงระหว่างขนย้ายได้ หลังจากนั้นนำดอกกระเจี๊ยบแดงที่ได้ไปแทงเมล็ดออก โดยใช้แทงโลหะกลวงปลายหยัก แทงบริเวณขั้วดอกให้ฝักหุ้มเมล็ดหลุดจากกลีบเลี้ยง ควรทำให้เสร็จภายใน 48 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว แล้วนำไปตากแดด4-7 วันจนแห้งสนิทจากนั้นจึงบรรจุในกระสอบป่าน นำไปจำหน่าย ไม่ควรเก็บไว้นานกว่า 2เดือนเนื่องจากน้ำหนักอาจลดลงหรือเกิดเชื้อราได้สรรพคุณทางยา :  ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ กลีบเลี้ยง มีรสเปรี้ยว
-รสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบแดงนั้นจะช่วยทำให้ชุ่มคอ ช่วยใการย่อยอาหารและหล่อลื่นลำไส้
-ดอกกระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้เพื่อบรรเทาอาการขัดเบาและรักษาโรคนิ่ว โดยใช้ดอกกระเจี๊ยบแดงที่ตากแห้งและบดเป็นผงครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 5-10 นาที รินเฉพาะน้ำสีม่วงแดงใส ดื่มวันละ 3ครั้งติดต่อกันทุกวันจนกว่าจะหาย
-ดอกกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตต้านอาการอักเสบช่วยละลายไขมันในเลือด เป็นยากัดเสมหะขับเมือกมันในลำไส้ข้อควรระวังในการใช้ : เนื่องจากกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆอาจทำให้ผู้ที่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเกิดอาการท้องเสียได้เล็กน้อย