เกษตร » ปลากดหลวง ปลาเศรษฐกิจเนื้อหวาน หาทานยากเหมาะที่จะเลี้ยงขายได้ราคาดี

ปลากดหลวง ปลาเศรษฐกิจเนื้อหวาน หาทานยากเหมาะที่จะเลี้ยงขายได้ราคาดี

11 มิถุนายน 2017
4053   0

“ปลากดหลวง” หรือปลากดอเมริกัน มีถิ่นกำเนิดในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีอากาศอบอุ่น แต่จะเย็นกว่าอากาศเมืองไทยอยู่พอสมควร เป็นปลาน้ำจืดชนิดเดียวที่นิยมเลี้ยงกว้างขวางในประเทศอเมริกา ปลากดอเมริกัน มีอยู่ 4 ชนิด คือ บูล แคตฟิช, ไวท์ แคตฟิช, แฟลตเฮด แคตฟิช และแชนเนล แคตฟิช โดยที่พันธุ์แชนเนล แคตฟิช มีสัดส่วนของปริมาณเนื้อสูงกว่า และเติบโตได้รวดเร็วกว่าชนิดอื่นคนอเมริกันจึงเลือกมาเพาะเลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต


ปลากดอเมริกันถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยสถาบันพัฒนาแห่งเอเชีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2533 ได้นำมาเลี้ยงและสามารถเพาะพันธุ์ได้ใน พ.ศ. 2534 จากนั้นศูนย์ฯได้นำปลารุ่นนี้ขยายพันธุ์ จนได้พ่อแม่พันธุ์ได้ดี และนำลูกปลาออกจำหน่ายให้เกษตรกรไปทดลองเลี้ยง พบว่าลูกปลาเจริญเติบโตได้ดีอัตรารอดตายสูง มีอัตราแลกเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นอาชีพร่วมกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ และกรมประมงของไทยเรียกปลา ชนิดนี้ว่า ปลากดหลวง เป็นปลาเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่กรมประมงกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เนื้อปลามีสีขาวใส รสหวาน จัดว่ารสชาติดี ทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ

ลักษณะของปลากดหลวง
เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวมีสีออกดำปนน้ำตาล คล้ายปลากดคัง มีหนวด 4 คู่ โดยอยู่ที่จมูก 1 คู่ มุมปาก 1 คู่ และใต้คาง 2 คู่ มีครีบค่อนข้างใหญ่ หัวกางออกด้านข้าง ขนาดน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 12 กิโลกรัม
นิสัย ปลากดหลวงมีนิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่ค่อนข้างดุ อาหารของปลากดหลวงได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย ลูกปลา ปลาตาย ลูกกุ้งและอาหารสำเร็จรูป

การเตรียมบ่อปลา
บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลา ควรมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ความลึกของบ่อควรอยู่ที่ 2-3 เมตร เพื่อจะได้มีอากาศถ่ายเทได้ดี และได้ผลผลิตที่มากขึ้น
ถ้าเป็นบ่อเก่าต้องตากบ่อให้แห้ง ใส่ปูนขาวในอัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินพื้นบ่อ น้ำที่ปล่อยเข้าบ่อควรกรองผ่านถุง กรองตาถี่เพื่อป้องกันศัตรูปลาหรือปลาธรรมชาติชนิดอื่นที่ติดมากับ แหล่งน้ำให้ระดับน้ำสูง 100-150 ซม. ภายในบ่อควรจัดร่มเงาสำหรับ ให้ลูกปลาหลบอาศัยเวลาแดดจัดตรงมุมของบ่อทั้ง 4 มุม การเตรียมบ่อเลี้ยงจะทำเช่นเดียวกับอนุบาล แต่ในบ่อเลี้ยงไม่จำเป็นต้องสร้างร่มเงาให้ปลาอาศัยหลบแดด

อัตราการปล่อยปลา
บ่ออนุบาลลูกปลา ควรปล่อยลูกปลา 7 วัน ในอัตรา 50000-80000 ตัวต่อไร่ การเลี้ยงในบ่ออนุบาล 3 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 5 นิ้ว แล้วย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไป โดยปล่อยลูกปลาในอัตรา 1000 ตัว ต่อไร่ โดยในอัตรานี้จะสามารถเลี้ยงได้จนถึงปลาขนาด 800 กรัม หากต้องการปล่อยปลาให้หนาแน่นขึ้นกว่านี้ต้องใช้เครื่องเป่าลมหรือเครื่องตีน้ำในบ่อ เพื่อรักษาระดับออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอตลอดเวลา โดยทั่วไปเครื่องเป่าลมขนาด 1.5 แรงม้า สามารถใช้ในบ่อขนาด 1 ไร่ ได้ถึง 3 บ่อ โดยจะเปิดเครื่องเป่าลมตั้งแต่เที่ยงคืนจนกระทั่ง ดวงอาทิตย์ขึ้น ในตอนเช้าแล้วปิดเครื่อง
การให้อาหาร ในวันที่ปล่อยลูกปลายังไม่ควรให้อาหารลูกปลา เพราะว่าลูกปลาได้รับความอ่อนเพลียเนื่องจากการขนส่งและยังตื่นสถานที่ใหม่อยู่สำหรับลูกปลาขนาด 1 นิ้ว และ 5 นิ้ว ลูกปลาทั้ง 2 ขนาดนี้ สามารถกินอาหารบนผิวน้ำได้ โดยลูกปลาขนาด 1 นิ้ว ต้องให้อาหารลูกปลาสำหรับวัยอ่อนที่มีเม็ดขนาดเล็กพิเศษ หรืออาหารลูกอ๊อดก็ได้ ผู้เลี้ยงบางรายให้ซื้ออาหารสำเร็จรูปที่บดละเอียด หว่านให้กินวันละ 4-5 ครั้ง เพราะลูกปลาหิวบ่อย ส่วนลูกปลาขนาด 5 นิ้ว ให้อาหารเม็ดเล็กได้ปริมาณอาหารที่ให้จะเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ตามขนาดปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่ออุณหภูมิลดลงในฤดูหนาว ปลาจะกินอาหารลดลงเช่นเดียวกับในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด ปลาจะกินอาหารน้อยลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาต้องคอยระมัดระวังในระหว่างการให้อาหาร หากมีอาหารเหลืองจะต้องรีบตักออก ในวันต่อมาจะต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลง การให้อาหารปลาควรทยอยให้อาหารทีละน้อย แล้วเฝ้าดูเมื่อปลาหยุดกินอาหารว่ายลงพื้นก้นบ่อก็หยุดให้อาหารทันที
พอย่างเข้าเดือนที่ 2 ก็เปลี่ยนเป็นอาหารโดยเน้นให้ปลากินพืชและลดการให้กิน เหลือวันละ 3 ครั้ง คือ เช้า เที่ยง และเย็น ซึ่งดีสำหรับตัวปลากดหลวงที่ปกติกินเก่งมาก กินได้ตลอดเวลาและไปสร้างเนื้อดีได้มาก แต่เนื้อไม่มีคุณภาพเพราะเนื้อและหนังจะเหลว รสชาติไม่ค่อยอร่อยเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องลดมื้ออาหารลง ลดอาหารสำเร็จรูปด้วย

อัตราการเจริญเติบโต
ลูกปลากดหลวงขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1000 ตัว ที่เลี้ยงในบ่อดินขนาด 1 ไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน จะได้ลูกปลาขนาดเฉลี่ย 760 กรัม ปลาเพศผู้จะโตเร็วกว่าปลาเพศเมีย ปลาเพศผู้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 5.6 กรัมต่อวันปลาเพศเมียจะมีน้ำหนัก เพิ่ม 4.8 กรัมต่อวัน เมื่อให้อาหารที่มีอัตราส่วนโปรตีนร้อยละ 30 จำนวน 1.5 กิโลกรัม จะสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อปลาได้ประมาณ 1 กิโลกรัม เมื่อเลี้ยงครบ 2 ปี ได้ปลาขนาดใหญ่มากมีน้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม ทำให้มีกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งเพราะว่าประหยัดต้นทุนค่าอาหารด้วยพืช ปลากดหลวงเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และไม่กินกันเอง ดังนั้นอัตราการรอดตายจึงสูงมาก ถึงร้อยละ 99 การสูญเสียระหว่างการเลี้ยงเพราะมีศัตรูคือ งูกินปลา เท่านั้น

เมนูอาหารจากปลากดหลวง