เรื่องผี » เรื่องเล่าสยองขวัญ : ตอนผู้กลับมา l เรื่องเล่าจากทางบ้าน

เรื่องเล่าสยองขวัญ : ตอนผู้กลับมา l เรื่องเล่าจากทางบ้าน

24 มิถุนายน 2017
1094   0

เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก ผมอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เป็นบ้านหลังเล็กๆกลางป่าใหญ่ภายในอาณาเขตของป่าภูหินร่องกล้า บ้าน..หลังคามุงด้วยตับหญ้าคา สานฝาบ้านด้วยใบตองตึงเสริมไม้ไผ่ผ่าซีก เป็นการอยู่อาศัยที่ไกลสิ่งอำนวยความสะดวก และแยกออกไปโดดเดี่ยวจากหมู่บ้านค่อนข้างเยอะ ทว่าละแวกนั้นก็ยังพอมีบ้านคนที่มาหักล้างถางพงจับจองที่ทำกินตั้งอยู่บ้างในระยะเดินไม่เหนื่อย และก็มีเข้ามาเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลยุคนั้นสนับสนุนให้ประชาชนถางป่าจับจองที่ดินทำกิน เพื่อเพิ่มผลผลิต การอาศัยอยู่ในป่า ไม่ได้ทำให้ผมขาดการศึกษาแต่อย่างใด ผมยังเดินตามคันนาตอนเช้ามืดเพื่อไปโรงเรียนในหมู่บ้านได้ครอบครัวพ่อแม่ผม ทำไร่ข้าวโพดและปลูกข้าวไว้กินเงินทองมีความจำเป็นแค่เล็กน้อย เพื่อใช้ซื้อของบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้จากป่าเท่านั้นเวลาว่าง พ่อกับแม่ จะเอาใบกระทอน มาต้มทำน้ำกระทอนไว้ปรุงอาหารแทนผงชูรสขนมหวานที่หรูที่สุดของผมคือ ข้าวเหนียวจิ้มนมข้นหวานตรามะลิ ที่พ่อจะซื้อมาให้จากในหมู่บ้าน 1กระป๋องกินได้ครึ่งเดือนอาหารที่ผมจะได้กินเป็นประจำ มักจะมาจากป่า ไม่ก็ทุ่งนาใกล้ๆบ้าน ทั้งหน่อไม้ ผักหวาน ดอกกระเจียว ปลา กบ ปู เห็ดไค เห็ดเผาะ เห็ดระโงก รวมไปถึงลูกฮวกและแย้ ผลไม้ ก็มักจะเป็นผลไม้ป่า เช่น ลูกเล็บแมวเปรี้ยวๆหวานๆ มันแกวป่า ผลไม้สีแดงลูกเล็กๆออกลูกเป็นพวงๆ กับผลไม้สีเหลือง ต้นเตี้ยเรี่ยดิน และผลไม้ที่ต้นคล้ายต้นปาล์มขนาดเล็ก ที่ผลสุกเหมือนลูกหมากมีความหวานคล้ายๆ อินทผาลัม แต่เล็กกว่ามาก ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่ามันชื่อลูกอะไร เหล่านี้ล้วนเป็นวิถีชีวิตประจำวัน ก็วนกินไปแบบนี้เพราะไม่ค่อยจะมีตัง

 

ในยุคที่ทองคำบาทละ2-3พันบาท และการจะซื้อเทปของทอม ดันดี มาฟังสักตลับ เป็นอะไรที่ยากเกินไปเพราะมันแพง ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของการตื่นที่ดินแถบนั้น คนจนมีแรงก็พากันเข้ามาถางจับจอง คนรวยกกว่าก็ตามมาขอซื้อ บางคนก็ขาย แต่บางคนก็ปักหลักทำมาหากินกลายเป็นคนที่นี่ไปเลย ในช่วงนั้นเอง ความโดดเดี่ยวของบ้านผมก็ถูกทำลายลง เพราะมีชายหญิงคู่หนึ่ง เข้ามาปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆกับบ้านผม ไกลออกไปประมาณ300เมตร แต่เป็นบ้านที่ค่อนข้างจะดีกว่าบ้านผมอยู่มาก เพราะทำด้วยไม้เลื่อยใหม่ทั้งหลังตอนเขาเริ่มมาตั้งบ้าน เขาก็พากันแวะมาฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อแม่ผม เพราะเป็นคนที่อยู่มาก่อน ผู้ชาย รูปร่างสันทัด แต่ไม่ได้ตัวใหญ่ เข้ามายกมือไหว้พ่อกับแม่ผมแนะนำตัวบอกให้รู้ว่าชื่อบ่าว ฝ่ายหญิง เป็นผู้หญิงรูปร่างหน้าตาดี ผิวคล้ำ แต่มีความสวยคมผิดแผกจากคนบ้านผม ที่จะดั้งแหมบๆเสียมาก ผมเรียกเธอว่าพี่นางทั้งคู่เป็นผัวเมียพึ่งได้ผูกข้อมือกัน อพยพมาแต่ด่านซ้าย จ.เลย เพื่อมาตั้งรกรากที่นี่ เพราะพ่อของพี่บ่าวยกที่ดินตรงนั้นให้มาทำมาหากิน การผูกมิตร เป็นไปด้วยดี น้ำใจไมตรีระหว่างครอบครัวผมกับครอบครัวพี่บ่าวเริ่มต้นพี่บ่าวลงมือทำเกษตรในที่ดินรอบบ้าน ป่าที่ผมเคยไปเดินเล่นถูกโค่นจนราบ เหลือไว้เพียงเล็กน้อยในต้นไม้ที่ใหญ่เกินไปไร่มันสำปะหลังมาแทนที่ รอบๆบ้านพี่บ่าว จึงรายล้อมไปด้วยมันสำปะหลัง และข้าวโพดแป้งส่วนตัวผมนั้น เวลาพ่อกับแม่ ต้องไปในไร่ข้าวโพด ที่อยู่ไกลจากบ้าน แม่มักจะทิ้งผมไว้ที่บ้านคนเดียวผมก็เลยชอบเข้าไปเดินเล่นในไร่มันสำปะหลังของพี่บ่าวกับพี่นาง แล้วมันก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นผู้ใหญ่ทำอะไรกัน เพราะการได้ยินเสียงแปลกๆดังจากบนบ้าน เลยปีนบันไดขึ้นไปแอบดู ผมถูกจับได้ เพราะพี่บ่าวเห็นผม พวกเขาไม่ว่าอะไร เพราะตอนนั้นผมก็เป็นแค่เด็ก ที่ไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้ ยังถามแบบซื่อๆของผมไป เขาก็พากันหัวเราะโกหกผม ว่าเขาทะเลาะกันพี่บ่าวเลยสั่งสอนพี่นาง และผมก็เชื่อตามนั้นจริงๆ จากวันนั้นมา ผมมักจะแวะไปบ้านพี่บ่าวกับพี่นาง เพราะพี่บ่าว หากินเก่ง ชอบชวนผมไปจับปู จับปลาไหล เก็บผักหวานมาทำอาหาร ตกเย็นพ่อแม่ผมกลับมา พี่นางก็จะเอากับข้าวมาให้พ่อแม่ผม แล้วชมผมให้พ่อแม่ฟังว่า ผมเป็นคนไปช่วยพี่บ่าวเลยได้ของมาทำอาหารกิน พี่บ่าวพี่นางเป็นคนใจดี หลังการปลูกมัน ก็มีเวลาว่างเยอะ ผมเลยมีโอกาสไปนู่นไปนี่กับพี่บ่าวทั้งป่าและทุ่งนา บางครั้งพี่นางก็ไปด้วย จนเวลาผ่านไป1ปีราวๆนั้น ผมขึ้น ป.2 พี่บ่าวติดทหาร ต้องไปเป็นทหาร พี่บ่าวแวะมาฝากพี่นางกับแม่และพ่อผม พ่อผมบอกว่า ทำไมไม่ให้อินางกลับไปอยู่กับญาติๆที่ด่านซ้ายก่อนล่ะ มาอยู่แถวนี้ผู้หญิงคนเดียวมันอันตราย พี่บ่าวบอก ให้พี่นางกลับไปไม่ได้ เพราะที่ต้องมาอยู่ที่นี่เพื่อหนีภัยบางอย่างมาเหมือนกัน ถ้าพี่นางกลับไป ก็มีอันตราย(มารู้ตอนหลังว่ามีลูกผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งพยายามจะฉุดพี่นางทำเมียพอไม่ได้ก็ขู่จะทำร้ายและฆ่าพี่นางเลยต้องพากันหนีมา) พี่บ่าวไปเป็นทหารพี่นางอยู่คนเดียว เวลาว่างๆพี่นางก็จะแวะมาหาแม่ผมมานั่งคุยปรับทุกข์และสุขกัน ตัวผมนั้นก็ยังหมั่นไปหาพี่นางเหมือนเดิมช่วยพี่นางปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมาไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา พี่บ่าวเมื่อเสร็จจากฝึกก็จะกลับมาบ้านพร้อมของฝากเยอะแยะ ผมก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ช่วงนั้น เริ่มมีคนพากันเข้ามาตั้งบ้าน ลึกเข้าไปในป่าด้านใน กลายเป็นชุมชนประมาณ10หลังคาเรือนเริ่มมีพ่อค้าหัวใสจากในหมู่บ้าน เอาขนมหวานใส่ตะกร้า มัดติดท้ายมอเตอร์ไซค์ เข้ามาขายถึงในนี้ และแกก็รับฝากซื้อของจากในหมู่บ้านด้วย ในตอนนั้น พวกผู้ชายที่เข้ามาอยู่ใหม่ในกลุ่มบ้านด้านใน พอเห็นพี่นางอยู่คนเดียว ก็พากันมาจีบ รวมทั้งพ่อค้าขนมหวานคนนั้นด้วยแต่พี่นางก็จะยิ้มๆ และบอกกับทุกคนไปว่าแต่งงานแล้วผัวไปทหาร ไม่นานก็กลับมาบางคนพอรู้และถูกพี่นางปฏิเสธเขาก็ไม่มาวุ่นวายอีก แต่มีอยู่คนหนึ่งเหมือนแกจะเอาพี่นางให้ได้เข้าตำราเป็นชู้ก็ยอม หมั่นมาหาพี่นางเสมอๆพี่นางก็จะขอให้กลับบ้านไปแต่เขาก็ดื้อมานั่งชวนคุย คอยช่วยพี่นางทำนู่นทำนี่ หลายหนพี่นางต้องหนีมาขอนอนที่บ้านผม เพราะกลัวไม่ปลอดภัย แต่การจะมานอนบ้านผมบ่อยๆ ก็ดูไม่เหมาะ คนจะนินทาเอาได้ แม่เลยให้ผมนี่แล่ะ ไปนอนเป็นเพื่อนพี่นาง ผมก็เลยได้ประจันหน้ากับผู้ชายคนนั้นเสมอ ดูเขาก็ขัดใจ ที่มาหาพี่นางแล้วเจอผมนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเป็นก้างอยู่ ผู้ชายคนนั้นก็เลยเริ่มหายหน้าไป เพราะรู้ตัวแล้วว่า พยายามจะเป็นชู้เท่าไหร่ก็คงไม่สำเร็จพอเขาหายไปเหตุการณ์เป็นปกติ ผมไม่ต้องไปนอนเป็นเพื่อนพี่นางอีกเวลาผ่านไป คืนนึงฝนตกหนักทั้งคืน เช้ามาผมไปช่วยพ่อกับแม่ในไร่ พราะดินอ่อนแม่จะลงข้าวโพดใหม่จนเย็นเรากลับบ้านด้วยการเดินเท้าไปตามทางดินนุ่มๆพอถึงบ้านตกค่ำ พ่อชวนผมไปส่องกบในทุ่งด้านล่าง เราเดินผ่านออกไปทางบ้านพี่นางผมถือข้องคอยตามพ่อได้กบได้ปูก็จับใส่ บางครั้งปลามันขึ้นมาเล่นน้ำตามทางน้ำไหลพ่อก็ดักจับกบและอึ่งนั้น

บริเวณรอยต่อของชายป่าและนา จะชุมสุดเสียงอึ่งอ่าง เขียดกบระงมแข่งกัน อากาศเย็นด้วยฝนและความมืด พ่อส่องไฟฉายติดศีรษะไปมา ตรงไหนมีเสียงกบดังมา เราจะไปตรงนั้นจนเดินถลำเข้าไปในไร่มันของพี่นาง ที่มันกินบริเวณการปลูกมาจนถึงเขตทุ่งนา กบบางตัวมันก็ขึ้นมาบนนี้อยู่ๆพ่อก็หยุดยืนนิ่งผมถามพ่อว่ามีอะไรพ่อ พ่อฉายไฟเข้าไปในจุดที่มันยังเป็นป่าเต็มไปด้วยต้นไบตองตึงและไม้ป่าหลายชนิดซึ่งมันรกและเป็นเขตที่ดินของคนอื่นไม่ใช่ของพี่นางพ่อบอก “เหมือนมีคนยืนอยู่” พ่อลดไฟลงกับพื้น แล้วส่องไปใหม่ ผมมองตามไม่เห็นอะไรนอกจากต้นไม้ที่เปียกชื้นน้ำฝน“ไม่เห็นมีอะไรเลยพ่อ”“เท้าใครวะ” พ่อพูดขึ้นเหมือนบอกตัวเอง ผมเพ่งมองดีๆ เห้ย!ฝ่าเท้าคนจริงๆโผล่ออกมาแค่ส่วนนิ้วก้อยกับนิ้วนางฝ่าเท้าพ้นออกมาจากโคนต้นไม้เล็กน้อย พ่อผมนั้นแม่บอกเป็นคนขี้กลัวผีมากๆแต่เมื่อเห็นว่าเป็นฝ่าเท้าคนจริงๆ พ่อก็บอกให้ผมเดินนำหน้าเข้าไปดู ส่วนพ่อจะส่องไฟตามหลังผมก็เดินเข้าไป พอใกล้ถึงพ่อไม่เดินตามมาแต่สั่งให้ผมเดินเข้าไปดูก็เห็นๆอยู่นะว่ามันเท้าคนแน่ๆผมเลยเข้าไปชะโงกเกาะต้นไม้ดูในจุดนั้นมันรกมากๆเป็นจุดหาเห็ดที่ผมกับแม่เคยมาหาบ่อยๆ ผมมองเข้าไปมันเป็นร่างของคนแต่มันก็มืดจนดูไม่ออกว่าใครมานอนตรงนี้เพราะต้นไม้บังแสงไฟฉายผมตะโกนบอก “พ่อๆมีคนนอนตรงนี้มาดูหน่อย”พ่อเดินตามเข้ามาส่องไฟ ภาพที่ปรากฏทำให้พ่อร้องลั่นส่วนตัวผมนั้นตกใจกลัวสุดขีด เป็นพี่นางที่นอนหงาย2มือยกไปค้างเกร็งอยู่ใกล้ๆใบหน้าตัวเอง ดวงตาค้างหลับตาไม่สนิทท่าทางเหมือนกลัวอะไรสุดขีด พ่อผมยืนเลิกลั่กผมนั้นก็ยืนเรียก พี่นางพี่นางอยู่อย่างนั้นไม่หยุดด้วยเสียงดัง พ่อผมบอกไปๆกลับบ้านกันก่อน ผมก็รีบเดินตามพ่อกลับเพราะกลัวเหมือนกัน มาถึงบ้านผมนั่งร้องไห้ พ่อบอกให้แม่รู้ว่าจะเอาไงดี แม่ใช้ให้พ่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านก่อน พ่อบอกไว้เช้าก่อนได้ไม๊ เพราะตอนนี้มันมืดทางมันไกลแม่รู้ว่าพ่อกลัวผีเลยไม่กล้าไปจึงบอกพ่อว่าแล้วจะให้ปล่อยศพพี่นางไว้แบบนั้นหรอแม่ให้พ่อเอาผมไปเป็นเพื่อน พ่อเลยยอมไปผมกับพ่อก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าหมู่บ้านเส้นทางนั้นมันก็เดินเฉียดเข้าไปใกล้จุดที่ศพพี่นางวางอยู่ไม่ไกลเลยตอนไม่รู้เราก็เดินวนหากบอยู่ตั้งนานไม่คิดอะไรพอรู้ว่ามีศพพี่นางอยู่ตรงนั้นเราก็พากันกลัว ผมกับพ่อไปถึงบ้านผู้ใหญ่ ในหมู่บ้านตะโกนเรียกอยู่นานผู้ใหญ่บ้านงัวเงียลุกมาเปิดบ้าน ถามพ่อมีอะไรพ่อแจ้งไปว่ามีคนตายอยู่ในป่าแถวบ้านเหมือนจะถูกฆ่าช่วยไปดูหน่อย ผู้ใหญ่ซักใครตาย ตายยังไงพ่อบอกคนบ้านข้างๆ ตายยังไงไม่รู้แต่ไปส่องกบเจอโผล่มาให้เห็นแค่เท้าเสี้ยวนึงเลยเข้าไปเจอ ผู้ใหญ่บ้านบอกให้พ่อกลับบ้านไปก่อน เพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว จะทำอะไรคงไม่สะดวก ไว้เช้าๆผู้ใหญ่จะพาตำรวจเข้าไปดูผมกับพ่อเลยกลับมาบ้านก่อนพอเดินเข้าไปเฉียดจุดที่เจอศพพี่นาง พ่อก็พาผมกึ่งวิ่งจนถึงบ้าน พอเข้าบ้านได้ พ่อก็บอกแม่ตามว่าแม่สงสารพี่นาง เลยชวนพ่อจะเอาผ้าห่มไปคลุมศพไว้ก่อนกันอุจาด พ่อก็ไปผมก็ไม่กล้าอยู่บ้านรอเลยขอไปด้วยแม่หิ้วผ้าห่มไปด้วยหนึ่งผืน เป็นผ้าห่มสีเทาๆที่เขาเอามาแจกฤดูหนาว พอไปถึง พ่อส่องไฟฉายไปตรงจุดที่เห็นฝ่าเท้าโผล่ออกมาให้เห็นครั้งแรกแต่หนนี้กลับไม่มีฝ่าเท้า พ่อส่ายไฟฉายไปหลายจุด เพราะไม่มั่นใจว่าใช่หรือเปล่า ต้นไม้ตอนกลางคืนมันก็คล้ายๆกันด้วย ก็ยังไม่เห็นฝ่าเท้าพี่นางจนแม่ดูหงุดหงิดว่า…ไหน ผมเองก็เป็นคนที่ร่วมเห็นฝ่าเท้าด้วยก็บอกแม่ว่าโผล่ออกมาจากต้นใบตองตึงต้นนึงจริงๆผมจำได้เลยชี้บอกแม่ว่าต้นนั้น เพราะผมเป็นคนเดินเที่ยวเล่นอยู่แถบนี้มากกว่าพ่อแต่น่าแปลกที่หนนี้ไม่มีฝ่าเท้าผมเดินนำหน้าพ่อเข้าไปพ่อเดินตามส่องไฟพอพ้นเหลี่ยมต้นไม้ เข้าไปในป่ารกๆ พบร่างพี่นางนอนแข็งอยู่ เพียงแต่ครั้งนี้ทำเอาพ่อยืนนิ่งพ่อถามผมว่าเมื่อกี้ศพพี่นางนอนอยู่ตรงนี้ เท้าโผล่ออกไปในไร่มันใช่หรือเปล่าผมบอกพ่อว่าใช่พ่อว่า แล้วตอนนี้ทำไมมาอยู่ตรงนี้พ่อยกมือไหว้บอก “อิน้องนางเอ๊ย ไปที่ชอบที่ชอบนะอย่าหลอกอ้ายเด้อ”แม่ไม่สนใจพ่อแล้วลงไปนั่งคุกเข่าร้องไห้ข้างๆศพ แสดงอารมณ์เสียใจเต็มที่ปนสาปแช่งคนที่ทำเพราะดูจากลักษณะศพแล้วไม่ใช่การเสียชีวิตปกติแน่นอนที่คอมีรอยเขียวช้ำเหมือนถูกบีบแล้ว พวกมดและสัตว์เล็กๆเช่นกิ้งกือเริ่มขึ้นมาไต่แม่เอาผ้าห่มคลุมร่างพี่นางไว้

พอเช้า พวกผู้ใหญ่บ้านและตำรวจก็ขับรถเข้ามาจอดแถวบ้านพี่นาง พ่อกับแม่รออยู่แล้วก็เดินเข้าไปหา ผมก็เข้าไปด้วยพวกเขาก็ให้พ่อพาไปดู พวกเขาเข้าไปทำอะไรศพบ้างผมไม่รู้ เพราะคนมาเยอะ เด็กอย่างผมเลยถูกกันไว้ด้านนอกได้ยินแต่เสียงคนคุยกันด้านในงึมๆงัมๆ พ่อกับแม่ถูกเรียกไปสอบสวน แต่ก็ไม่มีอะไรต่อพวกเขาเอาศพพี่นางขึ้นรถหายไปพอพวกเขาไปหมดแล้ว แม่ก็เดินร้องไห้ ไปปิดประตูบ้านให้มิดชิดทั้งหมาและไก่เดินว่อน เพราะมันคงหิว แม่เป็นคนไปคอยเอาข้าวและน้ำให้หมาพี่นาง2ตัวแม่เคยพยายามจะเอามันสองตัวมาเลี้ยงไว้บ้าน เพราะปล่อยไว้ก็ไม่มีใครดูแล แถมแม่ต้องเป็นคนเอาข้าวไปให้แค่คนเดียวใช้พ่อ หัวเด็ดเท้าขาดยังไง พ่อก็ไม่ยอมไป เพราะกลัว ส่วนผมนั้นก็กล้าๆกลัว วิ่งๆไปทำข้าวหกหมด จนหมาอดกินแม่เคยพยายามเอาหมาพี่นางมาผูกไว้กับเสาบ้าน เพื่อจะให้มันชินและอยู่ที่นี่ มันคุ้นกับเราทั้งบ้านก็จริงแต่มันก็จะพยายามกัดเชือกไนล่อนสีเขียวจนขาดแล้ววิ่งกลับไปนอนเฝ้าบ้านพี่นางเสมอผมไม่ค่อยรู้เรื่องราวของคดีมากนักแต่แอบได้ยินพ่อคุยกับแม่ ถึงเรื่องนี้ว่าพี่นางถูกข่มขืนแล้วฆ่าด้วยการบีบคอจนขาดอากาศหายใจตาย แต่ใครทำ อันนี้ยังตามสืบกันอยู่พวกที่ถูกเรียกไปสอบสวนคือพวกชายหนุ่มที่เคยมาติดพันพี่นางและพยายามตามจีบยิ่งคนที่มาเฝ้าพี่นางบ่อยๆนั้น ถูกเค้นหนักเป็นพิเศษ เพราะพ่อผมให้การไปว่า ชายคนนั้นมาติดพันพี่นางมากที่สุดแต่ก็ยังขาดหลักฐานที่มากพอจะจับใครได้ จึงต้องปล่อยไปทั้งหมดมันกลายเป็นความดำมืด ว่าใครเป็นคนข่มขืนแล้วฆ่าพี่นางทิ้ง ศพของพี่นาง พวกญาติๆมาจากด่านซ้าย จัดการตามพิธีเอาศพพี่นางฝังไว้ในป่าช้าของหมู่บ้านผม เพราะไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเคลื่อนย้ายศพกลับบ้านที่ จ.เลย และต้องการรอให้จับคนฆ่าได้ก่อนจึงจะขุดขึ้นมาเผาในยุคนั้น พื้นที่ยังมีมาก เมรุเผาศพในวัดยังไม่มี สวดศพเสร็จก็ช่วยกันหามมัดด้วยผ้าขาวไปฝังเลย แล้วป่าช้าที่ว่า มันก็อยู่ลึกเข้ามาในป่าไกลหมู่บ้าน แต่ใกล้บ้านผม เดินลัดไปแค่..อมลูกอมละลายหมดเม็ดป่าช้าบ้านผมนั้น มันคือป่าช้าจริงๆ เพราะตั้งอยู่ในป่า เขาเรียกกันติดปากว่า เกาะปลงสังขาร มันตั้งอยู่กลางป่ารกในลักษณะเหมือนเป็นเกาะกลางทะเล เป็นจุดที่คนหาของป่า ไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้แม้แต่ตอนกลางวัน ถึงตรงนั้นจะมีเห็ดขึ้นเต็มพื้นที่ก็ตาม ผมเคยตามพ่อไปที่นั่นครั้งนึง เห็นเห็ดป่านานาชนิดขึ้นเต็มไปหมด แถมต้นไม้ก็ต้นใหญ่ๆทั้งนั้น คงเพราะไม่มีใครกล้าแตะ มีศาลไม้หลังคาสังกะสีตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้า แลดูน่ากลัวมาก มีหลุมศพเยอะจนผมนับไม่ถูก ทั้งเก่าและใหม่ตั้งแต่พี่นางตายไป บ้านหลังนั้นถูกปิด พืชผลถูกปล่อยทิ้ง สัตว์พวกไก่ มันอยู่ได้ เพราะมันคุ้ยเขียหากินของมันเอง แต่หมา2ตัวนั้น มันยังคงซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยน นอนเฝ้าใต้ถุนบ้าน ใครผ่านไปผ่านมา มันก็จะเห่าเสมอ แล้วก็กลับไปนอนแม่สงสาร และไม่อยากเดินไปเดินกลับเพื่อเอาข้าวไปให้ เลยจัดการเอาโซ่มาผูกมันไว้กับเสาเรือน หนนี้ตั้งใจจะให้มันอยู่ที่นี่ให้ได้เจอโซ่แบบนี้ มันไม่มีทางกัดขาดแน่นอนตกกลางคืน อยู่ๆพวกมันก็พากันเห่า บุๆ บุ๊ๆ แล้วเริ่มเห่ากรรโชกประสานเสียงกันขึ้นหมาผมเองก็มีอยู่แล้ว1ตัว มันก็ร่วมเห่าด้วยพ่อตื่นและตวาดเสียงลงไป เพราะหนวกหู ให้หมาเงียบแต่แปบเดียวมันก็หอนบรู๊วววววววววววววววๆๆๆ พ่อคงโมโห เลยลุกคงจะลงไปเตะหมา แต่พอไปถึงประตู พ่อก็ถอยกลับลงมานอนคลุมโปงแม่ถาม ทำไมไม่ลงไปห้ามหมาล่ะพ่อบอก”อินางมา”เบาๆ พอเช้าพ่อเล่าให้แม่ฟังว่าเมื่อคืนตอนหมาหอนแล้วพ่อเดินไปที่ประตู จะลงไปเตะหมาประตูบ้านมันเป็นแค่ไม้แผ่นเอามาตีประกอบเลยมีช่องมองเห็นข้างนอกได้ พ่อว่าเห็นพี่นางมายืนอยู่หน้าบ้านแสงจันทร์ส่องให้เห็นลางๆว่าพี่นางแน่นอน มาในชุดวันที่พบศพเลยพ่อเลยถอยมานอนคืนต่อมาดึกสงัดแล้วหมาสองตัวใต้ถุนบ้าน ก็บุๆๆๆทำท่าจะเห่าแต่สักพักก็เปลี่ยนเป็นเสียงครางดังงื๊ดๆๆหงิงๆๆเสียงโซ่กระทบกันดังกริ๊งๆเหมือนมันจะแกว่งหางผมตื่น ผมได้ยินผมสงสัยว่าใครมาทำไมหมาดีใจปกติแล้ว สองตัวนี้นอกจากผมพี่บ่าวพี่นางและแม่แล้วคนอื่นๆมันเห่าหมด แม้แต่พ่อผมในใจผมตอนนั้น คิดว่าพี่บ่าวมาหรือเปล่าผมเลยค่อยๆลุกขึ้นคลานไปดูที่ประตูผมเห็นหมา2ตัววิ่งออกไปจากบ้าน มุ่งไปทางบ้านพี่นาง ผมเห็นหลังไวๆในความมืดว่า มีเงาคนกำลังเดินออกไปจากบ้านนำหน้าหมาเช้ามา แม่ก็บ่นว่า ใครมันมาปลดโซ่ปล่อยหมา ผมเล่าให้แม่ฟังแม่รำพึงเบาๆ”นางเอ้ยพี่จะเลี้ยงให้อย่ามาเอาไปเลยมันจะอดตาย” วันนึงเกลอของพ่อมาจากในหมู่บ้านเกลอคนนี้แกไปทำงานก่อสร้างอยู่กรุงเทพกลับมาเที่ยวเล่นในหมู่บ้านจนค่ำ ก็นึกถึงพ่อ แกเลยแบกไหอุ กับสาโทเดินจากหมู่บ้านมุ่งมาหาพ่อ มาถึงก็มาโหวกเหวกเรียกพ่อผม พ่อก็ตั้งวงดื่มกัน2คนที่แคร่ใต้ถุนบ้านผมกับแม่ก็นั่งอยู่ด้วย เพราะเกลอพ่อมีของมาฝากหลายอย่างผมได้รถของเล่น ก็นั่งเล่น และแอบกินกับแกล้มไป แม่ก็นั่งคุยด้วยถึงเรื่องการทำมาหากินต่างๆพอเมากันได้ที่ เกลอของพ่อก็พูดขึ้นมาว่า”เออ เมื่อกี้ เดินผ่านบ้านหลังนั้นมา (ชี้ไปทางบ้านพี่นาง) บ้านใครวะ””อ๋อ เขาพึ่งมาอยู่ เป็นเจ้าของที่””เอ้อ เก่งจัง เป็นผู้หญิงแท้ๆ มาปลูกบ้านอยู่ในนี้ได้คนเดียว” พ่อกับแม่ถึงกับหยุดกึกและเงียบไป ก่อนจะถามต่อ”ห๊ะ ผู้หญิงไหน””ก็เมื่อกี้กูเดินแบกเหล้าผ่านมา กูเห็นมีผู้หญิงเปิดหน้าต่างไฟในบ้านสว่าง ยืนมองกู ยิ้มให้กูด้วย สวยๆคมๆคล้ำๆ””ชิโผย” พ่อถึงกับเสียงหลง และชะเง้อมองไปทางบ้านพี่นาง ก็เห็นอยู่ไกลๆว่ามันมืดสนิท เกลอพ่อหันไปมองตาม ถามว่า อะไร”ไม่มีอะไรหรอก บ้านหลังนั้นน่ะผัวเขาไปทหาร เขาเลยอยู่คนเดียว มืงอย่าไปยุ่งเขาแล้วกัน”พ่อโกหกเกลอผมมองหน้าแม่ แม่มองหน้าผม ผมทำท่าจะถามแม่ทำนิ้วจุ๊ปาก ผมเลยเงียบคืนนั้นเกลอพ่อนอนที่บ้าน พอเช้าเขาก็กลับไปแม่ก็พูดกับพ่อว่าพี่นางคงไม่สงบ เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้ และอาจจะมีห่วงบางอย่างเลยยังมาปรากฏตัวให้คนอื่นเห็นแบบนี้พ่อว่าถ้าพี่นางแค้นมาก ก็คงตามไปแก้แค้นคนที่ทำแน่ๆถ้ามาแบบนี้ แต่คงรออะไรอยู่ตั้งแต่แม่รู้ว่าพี่นางไม่ได้ไปสู่สุขคติ และยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น แม่ก็ซื้อพวกขนมหวานจากลุงที่ขับมอเตอร์ไซค์ขายตอนเช้าไปตั้งเซ่นที่บันไดบ้านพี่นางทุกวัน เพื่อไม่ให้พี่นางอดและหมาก็จะได้กินด้วย แม่เพียรเอาข้าวไปให้หมา2ตัวจนกระทั่งวันนึงพี่บ่าวกลับมาจากทหาร และมาที่บ้านผมตอนนั้นพ่อกับแม่ผมไปในไร่เหลือผมคนเดียว พี่บ่าวดูนิ่งๆนัยตาแดงเหมือนคนร้องไห้พีบ่าวซักถามผมเกี่ยวกับเรื่องที่ผมกับพ่อเจอศพพี่นางในริมป่าข้างไร่มันผมเล่าให้ฟังทั้งหมด พี่บ่าวน้ำตาแตกร้องไห้น่าสงสารเมื่อผมเล่าให้ฟังอย่างซื่อๆไม่เติมแต่งได้ยินแต่เสียง อ้ายขอโทษอ้ายขอโทษ…รำพึงรำพันถึงพี่นางงึมงำผมทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่เคยเห็นพี่บ่าวร้องไห้แบบนี้พี่บ่าวคงรู้เรื่องพี่นางมาก่อนแล้วแน่ๆ พี่บ่าวถามผมว่า ป่าช้าที่ฝังพี่นางไว้ไปทางไหน ผมรู้จักไม๊ ผมบอก..ผมรู้พี่บ่าวบอก ช่วยพาเขาไปหน่อยผมก็พาไปอย่างว่าง่าย พี่บ่าวสะพายเป้เดินตามหลังผมมาเงียบๆพร้อมหมาอีก2ตัว ที่ตอนนี้มันซูบผอมลงผมพาพี่บ่าวเดินตัดลัดป่าไปตามทางที่จำได้ เพราะเคยมากับพ่อจนไปถึงถนนดินที่ตัดเข้ามาในป่า ตรงไปป่าช้าพี่บ่าวไม่ค่อยพูด เอาแต่เดินตามผมมา ผมเองก็ไม่รู้หรอก ว่าหลุมไหนที่เขาฝังพี่นางผมเองก็กลัวๆ เพราะศพทั้งนั้นที่นอนอยู่ พี่บ่าวบอกว่าช่วยแกมองหาหน่อย หลุมไหนที่ดูใหม่ที่สุดผมก็เดินแยกช่วยมองหา ไปเจอหลุมนึง ลักษณะเหมือนถูกขุดขึ้นไม่นานผมตะโกนบอกพี่บ่าว พี่บ่าวเดินมา พร้อมจอบเก่าๆอันนึง ซึ่งคงเป็นจอบประจำป่าช้าพี่บ่าวยืนพิจารณาไปรอบตัว แล้วแกก็ง้างจอบ ขุดเอาขุดเอา ผมถอยหลังมา ด้วยความตกใจและกลัว แต่ก็ไม่กล้าหนีไปไหน ยืนรอพี่บ่าวโกยดินในหลุมกระจายออกเหมือนขุดหนู

ผมไม่กล้าเข้าไปดู ผมกลัวสักพัก ผมเห็นพี่บ่าวหยุดขุด แล้วทรุดลงไปคุกเข่า กองดินบังจนเห็นพี่บ่าวแค่ช่วงเอวขึ้นมาพี่บ่าวร้อง ฮื้ออๆๆๆๆๆฮืออๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงดังมากปานจะขาดใจ แล้วก้มหายไปจากสายตาผมเขยิบเข้าไปทีละนิด ชะเง้อมอง เพราะอยากเห็นว่าพี่บ่าวทำอะไรพอพ้นเนินดินไปได้ ก็เห็นพี่บ่าวนั่งกอดศพที่กำลังเน่าเหม็น ส่งกลิ่นเหม็นอบอวลไปทั่วบริเวณจนผมอยากจะอ้วก กลิ่นปลาร้าในไหยังไม่ได้เท่านี้เลยแถมประคองขึ้นมาไว้ที่อกแล้วก็ร้องไห้ จูบหน้าผากหอมแก้มไปด้วยน่าเวทนาผม สะอึกในลำคอเบาๆว่าหึยยยย…พี่บ่าวกอดศพพี่นางในหลุมอยู่นานอย่างไม่รังเกียจ แต่ผมสะอิดสะเอียนจนต้องถอยมานั่งไกลๆเพื่อทำใจจนเห็นพี่บ่าวลุกขึ้นยืนปาดน้ำตาแล้วเริ่มกลบหลุม ผมจึงเข้าไปช่วยหาไม้โกยดินลงไปผมรู้ว่าพี่บ่าวกำลังเสียใจ เลยไม่ได้ซักถามอะไร คราบดิน คราบหนองจากศพ เปรอะอยู่ที่ตัวพี่บ่าว กลิ่นไม่จางลงพอกลบเสร็จ พี่บ่าวเอาธูปออกมาจุด1ดอก หมากพลู ดอกไม้ วางลงบนหลุมแล้วก็ท่องคาถาอะไรสักอย่างซึ่งผมไม่เคยได้ยิน จำได้แต่ประโยคที่เป็นภาษาไทยว่า”กรรมใดใครมันก่อ กรรมนั้นขอให้สนองคืน”แล้วพี่บ่าวก็ชวนผมกลับ พอมาถึงบ้านพ่อกับแม่ผมก็อยู่ที่บ้านกำลังร้อนใจพอดีเพราะผมหายไปพี่บ่าวเข้ามาคุยกับพ่อแม่ผม ผมแยกออกมาเพราะเหม็นกลิ่นติดตัวพี่บ่าวแล้วพี่บ่าวก็กลับไปที่บ้าน พอไปผมได้ยินพ่อกับแม่คุยกันว่า”บ่าวมันทำแบบนี้ ไม่นานก็คงรู้ตัวคนร้าย”ผมไม่รู้หรอกตอนนั้น ว่าหมายถึงอะไร การขุดศพขึ้นมากอด แล้วจุดธูปท่องคาถาจะจับคนร้ายที่ฆ่าพี่นางได้ยังไงพี่บ่าวกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นก็ต้องไป เพราะต้องกลับไปเป็นทหารต่อพี่บ่าวมาฝากหมากับแม่ ควักเงินเป็นค่าข้าวหมา แม่รับไว้ แล้วพี่บ่าวก็ไปสุดท้ายตำรวจก็ตามจับคนร้ายไม่ได้ เพราะสอบเค้นผู้ชายที่อยู่ละแวกนั้นทั้งหมด ตรวจร่างกายแล้วก็ไม่พบอะไรผิดสังเกตุพ่อว่า คนร้ายก็คงลอยตัวสบายใจ ใช้ชีวิตไปตามเดิม พี่นางก็คงต้องตายไปเปล่าๆแบบนี้ แม่ว่าแล้วแต่เวรแต่กรรมตำรวจยังทำอะไรไม่ได้…แต่สายๆของวันนึง ก็มีรถตำรวจวิ่งเข้าไปในกลุ่มบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน กลับออกมาพร้อมรถมอเตอร์ไซค์บนกระบะท้าย1คัน พ่อหายไปฟังข่าวมา ก็มาเล่าให้แม่ฟังว่า พ่อค้าขายขนมหวานที่ขับมอเตอร์ไซค์มาขายทุกเช้า ไม่รู้แกไปทำอิท่าไหน ขับรถเสียหลัก คนไปทางรถไปทาง ตัวคนขับกระเด็นจากรถพุ่งตกใส่..ตอไม้ไผ่ข้างทางเสียบทะลุคอพอดิบพอดี แล้วที่เรียกเสียงฮือฮาคือมีผ้าเก่าๆมาจากไหนไม่รู้ เกี่ยวติดอยู่กับต้นไม้ มีเศษคราบเลือดคราบหนองเกรอะกรังเหม็นมากแม่บอกพ่อหรือว่า….พ่อก็ว่าใช่แน่ๆ คนที่ข่มขืนพี่นางแล้วฆ่าคงเป็นพ่อค้าขายขนมหวานนี้แน่นอน สำหรับพ่อกับแม่แล้วเชื่อแบบนั้นเพราะตอนที่พี่บ่าวมาคุยกับพ่อแม่ด้วยสภาพมีกลิ่นเหม็นติดตัวในวันนั้น พี่บ่าวก็บอกกับพ่อและแม่ตรงๆว่า เขารู้ข่าวเรื่องพี่นางโดนข่มขืนฆ่ามาตั้งแต่ตอนอยู่ที่ค่ายแล้ว เพราะญาติไปบอก เขาเสียใจไม่เป็นอันทำอะไร อยากกลับมาแต่มาไม่ได้พี่บ่าวแค้นคนที่ทำและอยากมาตามสืบจะฆ่าล้างกัน พอหัวหน้าพี่บ่าวรู้ ก็เป็นคนแนะนำคาถาปลุกผีตายโหงให้พี่บ่าวพี่บ่าวเลยมาทำแบบที่ผมได้เห็นมานั่นเองในทางคดีทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครจับฆาตกรได้หรอกครับแต่ผมมั่นใจจากสิ่งที่เห็นมาแล้วว่าฆาตกรน่ะถูกจัดการไปเรียบร้อยผมก็มีเรื่องเล่าเพียงเท่านี้สู่กันฟัง สวัสดีครับ

Cr.สมาชิกหมายเลข 3928237 Pantip.com