เรื่องผี » เรื่องลี้ลับ : ผีซ่อนแอบ เรื่องจริงจากประสบการณ์เมื่อครั้งยังเด็ก เข็ดจนวันตาย

เรื่องลี้ลับ : ผีซ่อนแอบ เรื่องจริงจากประสบการณ์เมื่อครั้งยังเด็ก เข็ดจนวันตาย

25 มิถุนายน 2017
983   0

ผีซ่อนแอบ

 

วัดเอ่ย…วัดโบสถ์…ปลูกข้าวโพด สาลี…ลูกเขยตกยาก…แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี …ส่วนข้าวโพดสาลี …ป่านฉะนี้ก็โรยรา…พ.ศ.2537-2538ยุคหนังขายยาครองใจมหาชนปุถุชนผู้คลุกคลีอยู่กับยาถ่ายพยาธิ และยาน๊อกซี่ตรารูปนักบินอวกาศบนแผง ช่วงนั้นพ่อกับแม่พาผมเดินทางไปที่ อ.วัดโบสถ์  ตามคำชวนของญาติด้วยข้าวโพดแป้งที่ปลูกกำลังสุกได้ที่และญาติคนนั้นก็ต้องการกำลังในการหักเก็บ จ้างพี่จ้างน้องดีกว่าไปจ้างคนอื่นเขาถือว่าแบบนั้นอีกทั้งหากทำงานกับญาติเสร็จ  ก็อาจได้รับจ้างทำงานของรายอื่นเก็บเงินได้ต่อไป  กว่าจะกลับบ้านก็อาจจะได้ทองใส่สักเส้นสองเส้นแล้ว ผมไปอยู่กับญาติคนนั้นรู้สึกมีความสุขเพราะมีเด็กวัยเดียวกันเป็นเพื่อนเล่นมาก ผิดจากตอนอยู่บ้านที่มีแค่หมาเป็นเพื่อนพ่อกับแม่ไปทำงานในไร่ข้าวโพด  แรกๆผมก็ตามไปด้วย แต่พอเริ่มรู้จักเด็กๆละแวกนั้น  ผมก็เริ่มติดเล่นอยู่แถวบ้านญาติไม่ตามพ่อกับแม่ไปแล้ว  พ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไรดีเสียอีกเด็กๆจับกลุ่มเล่นกันทั้งชายหญิงบางครั้งก็เล่นพ่อ แม่ ลูก  พ่วงเล่นหม้อข้าวหม้อแกงและผมมักได้บทเป็นควายให้คนรับบทพ่อกับแม่ขี่บางครั้งก็เล่นโดดยาง  และผมมักต้องเป็นคนยืนถือยางเพราะโดดไม่ค่อยเป็นบางครั้งก็ดีดลูกแก้วหลุมกินลูกแก้วหรือดีดยางวงกินยางกัน ฮาร์ดคอร์หน่อยก็คือการขุดหลุมทอยเหรียญประกบกินเงินกัน การละเล่นของเราวนไปในแต่ละวันแล้วแต่คนนำจะคิด  แต่ที่เราชอบมากๆคือการเล่นซ่อนหามันเป็นอะไรที่สนุกและไม่ต้องคิดเยอะเพียงแต่กำหนดขอบเขตกันเองว่าห้ามออกพ้นจากเขตไหน  ความสนุกมันอยู่ตรงที่ คนซ่อนต้องพยายามหาที่ซ่อนที่คนหาไม่สามารถหาเจอและการย่องมาแตะตัวคนหาพร้อมคำว่า“โป้ง”คนๆนั้นจะกลายเป็นฮีโร่  เพราะคนหาต้องไปเริ่มหาใหม่และคนที่ถูกหาเจอไปก่อนก็จะได้โอกาสคิดหาที่ซ่อนอีกครั้งเมื่อข้าวโพดของญาติหมดพ่อกับแม่ก็ยังอยู่ต่อเพื่อรับจ้างเจ้าอื่นทำงานต่อไปมันเป็นช่วงเก็บเกี่ยวทั้งเจ้าของไร่และคนรับจ้างพอเช้ามา แม่ก็จะยื่นแบงค์10สีน้ำตาลให้ผมไว้กินขนมแล้วก็ไปทำงานผมกินข้าวเสร็จก็ออกไปนั่งรอที่ศาลาหมู่บ้าน  เพื่อนๆก็จะทยอยมาแล้วก็เล่นกัน  ชีวิตของเด็กๆวนไปเพียงเท่านี้ในแต่ละวันบ่ายๆของวันหนึ่ง   มีรถแห่วิ่งเข้ามาในหมู่บ้านประกาศให้รู้ว่า  คืนพรุ่งนี้จะมีการฉายหนังที่ทุ่งนาด้านนอกหมู่บ้านพวกเด็กๆอย่างผมจะพากันหยุดเล่นและยืนมองรถคันนั้น  มองป้ายข้างรถแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจหนังฉาย  บ้านผีปอบ  จะมาฉายยุคนี้คนอาจจะไม่ค่อยอินกับการวิ่งหนีผีปอบลงโอ่งเท่าไหร่แต่ยุคของผมนั้นเป็นฉากที่ประทับใจสุดๆของหนังบ้านผีปอบตระกูลป้าหยิบการมีหนังมาฉาย  มันหมายถึงจะมีของกินมากมายที่มาขายในงาน   และการไปตั้งฉายกลางทุ่งนาที่พึ่งเก็บเกี่ยวไปด้วยเคียวจากแรงงานคนอันมีแต่ตอข้าวตั้งโด่เด่  มันมีเสน่ห์และเหมาะสมต่อการเล่นของเด็กๆก่อนหนังฉายจริงๆพวกเด็กๆอย่างผม  ออกเดินไปรวมกลุ่มในทุ่งนาบริเวณจอหนัง ตั้งแต่เย็นๆยังไม่มืดแล้วไปถึงก็ไปรวมกลุ่มกันกระโดดโลดเต้นบนกองฟางที่เหลือจากการสีข้าวนั่นเอง  

 

คันบ้างคายบ้างก็ไม่สนใจเราสนุกอย่างเดียวการเล่นบนกองฟางของเรา  คือการแบ่งพวกต่อสู้กันเลียนแบบในหนังแบ่งเป็นฝั่งพระเอกและตัวร้ายฝั่งพระเอกจะมีน้อยกว่า  มีเพียง2-3คนในขณะที่ฝั่งตัวร้ายจะเป็นพวกเด็กชายที่เหลือ  ที่จะพยายามเข้าไปแย่งเด็กหญิงที่แสดงเป็นนางเอก  ซึ่งนั่งอยู่บนยอดสุดของกองฟางเมื่อพวกตัวร้าย  กรูกันเข้าไป และพยายามปีนกองฟางขึ้นไปเพื่อชิงนางเอกลงมา  พวกเป็นพระเอกเมื่อเห็นพวกตัวร้ายปีนขึ้นไปจากทางไหนก็จะหันมาทำท่าต่อยอากาศจากระยะไกลใส่เราพวกเราก็จะร้อง เอื้ออออออออ  อ๊าคคคคคค  โอ๊ยยยยยแล้วกระโดดหงายหลังด้วยตัวเองลงบนกองฟางนุ่มๆ  แต่หากพวกตัวร้ายสามารถขึ้นจับนางเอกบนยอดได้โดยที่พวกพระเอกต่อยไม่ทัน พวกเราก็จะเฮ  เพราะเราชนะและพวกพระเอกก็ต้องมาเป็นตัวร้ายบ้าง  วนกันไปแอ๊คติ้งในการเล่นสู้กันบนกองฟางเป็นอะไรที่สนุกมากๆเหมือนกันแม้จะคันไปสักหน่อย  เพราะการได้ทิ้งตัวหงายหลังลงบนฟางนุ่มๆมันก็เพลินดี  ผมเลยชอบเป็นตัวร้ายมากกว่าพระเอกพอเริ่มมืดคนเริ่มมาดูหนัง  การเล่นแอ๊คติ้งต่อสู้บนกองฟางก็ต้องหยุด  เพราะอายผู้ใหญ่และเริ่มเหนื่อย  บางคนเห็นพ่อแม่มาก็จะวิ่งไปขอเงินซื้อขนม  ลูกชิ้น  ที่มาขายในงานกิน  พออิ่มเราก็จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพราะหนังยังไม่ฉายเด็กน้อยจับกลุ่มกัน  ผู้ใหญ่ไม่เคยมายุ่งมีแต่ดูอยู่ไกลๆการจับจองที่นั่งดูหนังเริ่มไปทีละหย่อม  ตอข้าวถูกทำให้ราบไปกับพื้นด้วยเสื่อลักษณะการนั่ง  มันก็จะเป็นกลุ่มคน  สลับตอข้าวโด่เด่ไปเหมือนมีห้องส่วนตัวของตัวเองถั่วลิสงต้มเป็นของขายดีที่สุด  เพราะซื้อกินเล่นระหว่างดูหนังได้ดี   มีขายเท่าไหร่ก็หมดก่อนที่หนังจะเริ่มฉาย เด็กๆอย่างเรา  มายืนรวมตัวกันอีกครั้งตามประสาเพื่อหาอะไรคร่าเวลากิจกรรมที่เราชอบถูกเสนอขึ้นโดยผู้นำกลุ่มมืดๆแบบนี้  และทุ่งนาที่มีตอข้าวโด่เด่แบบนี้  มีจอมปลวกใหญ่ที่มีต้นไม้ขึ้นโด่เด่กระจายเต็มบิ้งนาแบบนี้“เล่นซ่อนหากันเถอะ”พวกเราตกลงไม่ต้องคิดเยอะกำหนดขอบเขตไว้ว่า  เอาแค่ในบริเวณบิ้งนาผืนนี้เท่านั้นนะห้ามออกไปพ้นจากคันนาและห้ามเข้าไปในป่าด้านข้างทุกคนตกลงและเห็นด้วย  กติกาเดิมแบบที่เล่นทุกวันการโอน้อยออกรอบวง  ถูกนำมาใช้จนเหลือคน2คนที่ต้องเป่ายิ้งฉุบเพื่อหาคนสุดท้ายที่จะต้องเป็นคนหา ผมรอดออกมาเป็นคนแอบและเพื่อนคนนึงต้องเป็นคนหา  หันหน้าไปนับ1-10ช้าๆ พวกเราที่เหลือกระจายตัวไปซ่อนตามจุดต่างๆบางคนหนีไปหลบข้างรถฉายหนังบางคนทิ้งตัวลงนอนไปกับพื้น  ใช้ความมืดและตอข้าวบังตัวแต่หลายๆคนก็มักถูกหาเจอในกองฟาง  เพราะหนีไปมุดตัวซ่อนในนั้นกันเยอะการเล่นผ่านไปหลายตาผมยังไม่ได้เป็นคนหา  เพราะคนซ่อนที่ถูกหาเจอเป็นคนแรก  ต้องกลายมาเป็นคนหาในตาถัดไปและผมนั้นไม่เคยถูกหาเจอเป็นคนแรกสักครั้ง  จนเมื่อหนังเริ่มฉายเรากำลังเล่นอยู่  เราตะโกนใส่กันว่าเลิกเล่นเถอะหนังฉายแล้วพวกเราก็ต่างคนต่างออกมา และแยกไปนั่งกับครอบครัวเพื่อดูหนังสลับขายยา  

หนังบู๊ ต้องพันนา ฤทธิไกรปะทะบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ส่วนหนังผีต้องป้าปอบหยิบเท่านั้น  ที่พวกเราชอบแต่ส่วนมากแล้วพวกเด็กๆมักจะฝุบหลับไปเสียก่อนหนังจะฉายจบ  เพราะเล่นกันมาจนหมดแรง   รู้สึกตัวอีกทีคือรู้สึกว่ากำลังถูกพ่อยกตัวขึ้นขี่หลังเดินกลับบ้านเช้าอีกวัน ผมตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว  แปรงฟัน กำลังนั่งกินข้าวในครัว  แม่ก็เดินเข้ามาตาม  เรียกผมให้ออกไปชานบ้านหน่อยผมออกไป  น้าคนนึง ชาย หญิง  มายืนอยู่หน้าบ้านเขาถามผมว่าเห็นบอมหรือเปล่า  ผมบอกเห็นเล่นด้วยกันเมื่อคืนน้า2คนก็บอกมาทางแม่ผมว่า เมื่อคืนบอมขอไปดูหนัง  แต่น้าสองคนไม่ได้ไป  เลยให้เงินไปแล้วบอมก็ไม่กลับมาบ้านตอนแรกคิดว่าบอมคงไปนอนบ้านลุงของเขาแบบทุกครั้ง  แต่พอไปตามลุงบอกบอมไม่ได้มาน้าสองคนเขาก็เลยออกตามหาไปตามบ้านของเด็กๆที่เล่นกับบอมทุกคนก็จะบอกแบบที่ผมบอก  ว่าเล่นด้วยกันเมื่อคืนแล้วแยกย้ายกันไปดูหนัง  ไม่ได้สนใจกันอีกน้าสองคนไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่าบอมหายไปตั้งแต่เมื่อคืนตำรวจมาดู  และให้เด็กๆ3-4คนรวมทั้งผมไปตรงทุ่งนาที่เล่นด้วยกันเมื่อคืนพวกผมไปแล้วก็ชี้  ว่าเล่นตรงนั้นตรงนี้พวกพ่อแม่บอมและผู้ใหญ่ที่มาด้วยก็ช่วยกันเขี่ยกองฟาง เพราะเป็นจุดที่น่าสงสัยที่สุดแต่ก็ไม่พบอะไรพวกผู้ใหญ่เขาเดินดูจนทั่ว  ก็ไม่เจออะไร พวกเขาเริ่มพูดคุยกันพ่อแม่บอมบอก  บอมถูกพวกฉายหนังจับตัวไปหรือเปล่า  ผู้ใหญ่บอกไม่น่าใช่เพราะเมื่อคืนพวกฉายหนังไปนอนอยู่บ้านผู้ใหญ่  ยังมานั่งดื่มสาโทด้วยกันอยู่เลย  ถ้าบอมถูกจับตัวไปผู้ใหญ่ต้องเห็นและเขาคงไม่ใจเย็นไปนอยู่บ้านผู้ใหญ่ได้หรอก  คงพากันรีบออกจากหมู่บ้านไปแล้วพอหมดหวัง   เขาจึงไปหาหมอผีให้ช่วยดูว่าบอมหายไปไหนหมอผีนั่งทางในแล้วบอกว่า บอกมอยู่ที่ไหนสักที่แต่มืดมากๆ หมอผีก็มองไม่เห็นได้ยินแต่เสียงบอมร้องไห้แต่น่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่ฉายหนัง

พวกผู้ใหญ่เขาก็พากันกลับไปอีกผมก็ไปช่วยหาผมเดินออกไปอีกด้านสักพัก  ได้ยินเสียงคนกู่ร้องมาไกลๆ วู้ วู้ พวกผู้ใหญ่พากันเดินตามเสียงเข้าไปในป่าด้านที่ติดกับบิ้งนาที่ฉายหนังอันเป็นพวกต้นยาง  และเต็งรังผมไม่ได้ตามเข้าไปเพราะมันรกและไม่ชินพื้นที่สักพัก  ผมก็เห็นพ่อของบอมอุ้มบอมออกมาจากในป่าผมก็ตามไปดู  เขาพาบอมไปพักฟื้นที่บ้าน  ชาวบ้านที่รู้ข่าวพากันมามุงบอมได้กินข้าวกินน้ำ ได้พักและยันตัวลุกขึ้นนั่งได้  ก็ร้องไห้กอดพ่อและแม่ผู้ใหญ่บ้านซักถาม ถึงเรื่องราวว่าเป็นยังไงมายังไงบอมถึงหายตัวไปไม่กลับบ้าน บอมบอกว่า เมื่อคืนตอนเล่นซ่อนหาตาสุดท้ายกับพวกผม    บอมหนีไปนอนหมอบซ่อนตรงชายบิ้งนาใกล้กับชายป่า พอกำลังหมอบๆอยู่มีเสียงดังมาจากด้านหลังว่า“หนู ๆ”บอมเลยหันไปดู   เห็นเป็นผู้หญิงหน้าตาสวยรูปร่างดีแต่งชุดชาวนา  มือนึงถือไต้ไฟนั่งยองๆอยู่ในเขตป่า  บอมเลยรับว่า “ครับ”ผู้หญิงคนนั้นก็บอกบอมว่า“ไปเป็นเพื่อนน้าข้างในหน่อย  น้าปวดฉี่เดี๋ยวน้าให้สตางค์กินขนม”ตอนนั้นบอมบอก  บอมก็ลังเลเพราะห่วงเล่นแต่น้าคนสวยก็ส่งเสียงเว้าวอนชวนไม่หยุด  แถมเอาตังค์มาล่อบอมเลยยอมเดินตามเข้าไปจนมีแต่ป่ารอบตัว  บอมก็บอกว่าพอแค่นี้เถอะไม่ไปแล้วหนังฉายแล้ว  น้าคนนั้นเขาก็หยุดแล้วบอกว่าจะฉี่ห้ามไม่ให้บอมแอบดูบอมก็รับปากว่าไม่ดู  และหันหลังให้สาวคนนั้นก็ยังไม่พอใจ  เดินมาใกล้ๆบอม  บอมว่ามีกลิ่นเหม็นๆด้วยแล้วหญิงคนนั้นก็เอาผ้ามาผูกตาบอม  บอกห้ามบอมแกะออกเดี๋ยวน้าฉี่เสร็จจะแกะให้  พอผูกเสร็จก็นั่งให้บอมนั่งลงยองๆ  บอมก็ทำนั่งยองอยู่นานก็เลยตะโกนถามว่า เสร็จหรือยัง  แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ  บอมเลยแกะผ้าออกก็ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดรอบๆตัวพอบอมลุกขึ้นยืนหัวก็ชนกับอะไรแข็งๆดังโป๊กบอมเจ็บก็ทรุดลงนั่งคลำหัวร้องไห้  พอจะขยับไปทางไหน ก็จะเจอแต่ผนังสากๆทุกด้านบอมตะโกนเสียงร้องให้คนช่วยดังลั่นแต่ก็ได้ยินแต่เสียงตัวเองก้องไปก้องมา  บอมก็นั่งร้องไห้จนหมดแรง จะเหยียดขา หรือ เหยียดตัวนอนก็ไม่ได้เพราะมันแคบ เลยนั่งหลับๆตื่นๆทั้งคืนแถมยุงก็กัด ไม่รู้มาจากไหนพเช้า  บอมถึงเห็นแสงสว่างส่องเช้ามา  จากด้านนึงเป็นรูแค่พอสอดมือออกไปได้บอมเลยสอดมือออกไป  พยายามจะดึงขอบรูให้กว้างขึ้นแต่มันก็แข็งเกินไป   จนหมดแรงก็เลยนั่งโผล่ออกมาแค่มือแบบนั้นทีนี้นั่งๆอยู่ ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ เลยก้มลงเอาปากแนบรูตะโกนกลับ  แล้วก็มีคนมาช่วยกันทุบขยายรูเอาตัวออกมาถึงได้รู้ว่า  ตัวเองเข้าไปอยู่ใต้ฐานเจดีย์เก่าๆพวกชาวบ้านที่มามุง เขาก็หันไปคุยกันส่งเสียงอื้ออึงไปต่างๆนาๆพวกผู้ชายที่เขาไปเจอและช่วยกันทุบก็บอกว่า ตอนแรกก็ตกใจ เพราะได้ยินเสียงดังออกมาจากฐานเจดีย์นั้น  พอเข้าไปใกล้ๆเลยรู้ว่าเป็นบอมพ่อของบอมก็ทุบก่อนใคร  เลยช่วยบอมออกมาได้สำเร็จชาวบ้านล้วนบอกว่า   ต้องเป็นผีแน่นอนไม่ต้องสงสัย  เพราะใครมันจะมุดรูเล็กๆเข้าไปอยู่ในเจดีย์ได้ผู้ใหญ่บ้านแกก็ว่า   พวกผู้เฒ่าผู้แก่เขาเล่าต่อๆกันมาว่าตรงนั้นเคยเป็นป่าช้าเก่าแก่  มีมาตั้งแต่ยุคไหนไม่รู้  แต่เขาเลิกใช้ฝังมานานแล้วพิธีล้างป่าช้าก็ทำแล้วจะมีการทำบุญอุทิศให้ที่เจดีย์นั้นทุกปี  เพราะผู้เฒ่าผู้แก่บอก  ที่นั่นผีดุมากๆ  โดนหลอกกันมารุ่นสู่รุ่นตลอดผีผู้หญิงสวยๆนี่แหละ  บางครั้งก็โผล่มาแค่ดวงไฟลอยไปลอยมาในป่าบางครั้งก็มาเป็นคนสวยๆถือไต้เลย  แบบที่บอมเจอผู้เฒ่าคนนึงที่มายืนอยู่ด้วยก็ถามว่า  ก่อนฉายหนังมีใครยกเครื่องเซ่นไปขออนุญาตหรือเปล่าผู้ใหญ่ก็บอก ฉายในนาต้องไปขอในป่าด้วยหรือผู้เฒ่าก็ว่าที่แต่เดิมน่ะ  มันเป็นเขตของป่านั้นนะ  แต่เจ้าของเดิมเค้าไปทำพิธีขอทำมาหากิน เขามาเข้าฝันว่าให้ทำกินแต่จะทำอะไรต้องขอเขาก่อนนะ  และห้ามขุดบ่อน้ำในที่ดินนั้นด้วย  ไม่งั้นเขาจะทวงที่คืนเจ้าของเขาก็ทำตามใช้ปลูกข้าวอย่างเดียว  ไม่เคยกล้าทำอย่างอื่นนี่สงสัยว่าเขาจะไม่พอใจนะที่มาตั้งจอหนังไม่บอก  ส่งเสียงดังรบกวนเขาเลยเอาลูกหลานคนในหมู่บ้านดวงถึงที่ไปขังไว้ให้รู้ว่าเขาไม่พอใจพิธีขอขมา  และการซ่อมเจดีย์นั้นจึงเกิดขึ้น….นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังครับ